ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5 E มีขั้นตอนการจัดกิจกรรม 5 ขั้นตอน คือ
1. ขั้นสร้างความสนใจ (engagement)
เป็นการนำเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจ อาจเกิดขึ้นจากความสงสัยหรือความสนใจในตัวนักเรียนเอง หรือเกิดจากการอภิปรายภายในกลุ่ม เรื่องที่น่าสนใจอาจมาจากเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น
2. ขั้นสำรวจและค้นหา (exploration)
เมื่อทำความเข้าใจในประเด็นหรือคำถามที่สนใจจะศึกษาอย่างถ่องแท้แล้ว ก็มีการวางแผนกำหนดแนวทางการสำรวจตรวจสอบ ตั้งสมมุติฐาน กำหนดทางเลือกที่เป็นไปได้ ลงมือปฏิบัติเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศ หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ วิธีการตรวจสอบอาจทำได้หลายวิธี เช่นการทำการทดลอง ทำกิจกรรมภาคสนาม การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อช่วยสร้างสถานการณ์จำลอง การศึกษาหาข้อมูลจากเอกสารอ้างอิง หรือจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลอย่างเพียงพอที่จะใช้ในขั้นต่อไป
3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (explanation)
เมื่อได้ข้อมูลอย่างเพียงพอจากการสำรวจตรวจสอบแล้ว จึงนำข้อมูล ข้อสนเทศที่ได้มาวิเคราะห์ แปลผล สรุปผล และนำเสนอผลที่ได้ในรูปต่าง ๆ
4. ขั้นขยายความรู้(elaboration)
เป็นการนำความรู้ที่สร้างขึ้น ไปเชื่อมโยงกับความรู้เดิมหรือแนวคิดที่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติมหรือนำแบบจำลองหรือข้อสรุปที่ได้ไปใช้อธิบายสถานการณ์หรือเหตุการณ์อื่น ๆ ทำให้เกิดความรู้กว้างขึ้น
5. ขั้นประเมิน(evaluation)
เป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่าง ๆ ว่านักเรียนมีความรู้อะไรบ้าง อย่างไร และมากน้อยเพียงใด จากขั้นนี้จะนำไปสู่การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่น ๆ
วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2552
วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2552
วิธีป้องกัน นักเรียนตีกัน
วิธี ป้องกันนักเรียน นักศึกษาตีกันต่อไปนี้อาจจะช่วยได้บ้าง ถ้าชอบหรือคิดว่าอาจป้องกันได้ก็ลองนำไปใช้ดู อาจจะดีกว่าปิดสถานศึกษา หรือตัดเงินกู้ยืมเรียนก็ได้
(1) ครู อาจารย์อย่าให้ท้ายนักเรียนนักศึกษา บางแห่งมีครู อาจารย์ที่เป็นศิษย์เก่าของสถาบันนั้นๆ มักจะยุยงส่งเสริมเด็กเกี่ยวกับเรื่องราวที่ไม่ดีที่ผ่านๆ มา จนทำให้สถาบันทั้งสองต้องเป็นศัตรูกันพบหน้ากันที่ไหนต้องมีเรื่องราวกัน บางครั้งเลยเถิดถึงตาย สอดคล้องกับผลการวิจัยที่ว่าการมีเรื่องกันเพราะเป็นประเพณีอย่างหนึ่งที่มี มานาน
(2) ระเบียบ วินัยของนักศึกษาของสถาบัน ครู อาจารย์ทุกคนควรมีหน้าที่รักษาและให้นักเรียนนักศึกษาปฏิบัติตามระเบียบ วินัยโดยเคร่งครัด มิใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มิฉะนั้นจะดูแลนักเรียนนักศึกษาได้ไม่ทั่วถึง เช่นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายกิจการนักศึกษาแต่เพียงฝ่ายเดียว
(3) การคัดเลือกนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียน ควรมีมาตรการที่รอบคอบกว่านี้ในขั้นตอนของการสอบสัมภาษณ์ ไม่หมายความว่าไม่รับเด็กเข้าเรียน เพราะสถานศึกษาเป็นสถานที่กล่อมเกลาให้เด็กและเยาวชนเป็นคนดีอยู่แล้ว ในที่นี้หมายความว่าเด็กกลุ่มไหนควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ก็อาจจะจัดกิจกรรมให้เด็กได้ตามความต้องการได้มากยิ่งขึ้น
(4) จัดให้มีการไหว้ครูร่วมกันเพราะไหว้ครูช่างเหมือนกัน จะทำให้นักศึกษามีความสนิทสนมกันและรู้สึกว่าเป็นหน่วยเดียวกันมีครูที่ นับถือองค์เดียวกัน คือพระวิษณุกรรมเหมือนกัน
(5) จัดกิจกรรมรับน้องใหม่ และละลายพฤติกรรมของน้องด้วยกัน งานนี้แนะนำว่าควรจัดในค่ายทหาร ใช้เวลาประมาณสองวันหนึ่งคืน กางเต๊นท์นอน เวลานอนต้องจับคู่นอนสลับกัน เต๊นท์บุคคลนอนได้สองคน และต้องรู้รายละเอียดของคู่นอน ต้องช่วยกันทำทุกอย่างแล้วแต่จะจัดกิจกรรม
(6) จัดรุ่นพี่เป็นสารวัตรนักเรียนคอยดูรุ่นน้อง และคอยดูตรวจตรารุ่นน้องที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
(7) จัดกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ร่วมกัน ตามวัดและชุมชนต่างๆ
(8) จัดกิจกรรมกีฬาอย่างพอเพียง ทั้งสองสถาบันอยู่ใกล้สนามศุภชลาศัย อาจารย์สามารถพาเด็กไปขอใช้สนามบริเวณรอบๆ ได้ ส่งเสริมกีฬาประเภทต่อสู้ ให้ขึ้นสู่ระดับชาติให้มากๆ ถ้าจำไม่ผิด "แชมป์มงกุฎเพชร" อดุลย์ ศรีโสธร เคยสร้างชื่อเสียงให้ช่างกลปทุมวันลือลั่นมาแล้ว
(9) จัดกีฬาประเพณี ระหว่างสองสถาบัน เน้นกีฬาประเภทป๊อปปูล่าร์และประเภทต่อสู้ และพยายามต่อยอดถึงระดับชาติ
(10) มหาวิทยาลัยจัดตารางเรียน อย่าให้มีเวลาว่างมากนัก หรือให้งานนักศึกษามากๆ
(12) จัดค่ายอาสาพัฒนาชนบท ให้ทั้งสองสถาบันไปทำกิจกรรมร่วมกัน
(13) การบังคับใช้กฎหมาย ตำรวจต้องเข้มงวด อย่าไปกลัวว่านักศึกษาจะเสียอนาคต ครูอาจารย์ต้องไม่ใจอ่อน ผิดก็ว่ากันตามผิด รัฐโทษไปตามบทบัญญัติของการทำผิด
(14) ครู อาจารย์ ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องต้องมาประชุมวางแผนร่วมกัน อย่างน้อยภาคเรียนละครั้ง
(1) ครู อาจารย์อย่าให้ท้ายนักเรียนนักศึกษา บางแห่งมีครู อาจารย์ที่เป็นศิษย์เก่าของสถาบันนั้นๆ มักจะยุยงส่งเสริมเด็กเกี่ยวกับเรื่องราวที่ไม่ดีที่ผ่านๆ มา จนทำให้สถาบันทั้งสองต้องเป็นศัตรูกันพบหน้ากันที่ไหนต้องมีเรื่องราวกัน บางครั้งเลยเถิดถึงตาย สอดคล้องกับผลการวิจัยที่ว่าการมีเรื่องกันเพราะเป็นประเพณีอย่างหนึ่งที่มี มานาน
(2) ระเบียบ วินัยของนักศึกษาของสถาบัน ครู อาจารย์ทุกคนควรมีหน้าที่รักษาและให้นักเรียนนักศึกษาปฏิบัติตามระเบียบ วินัยโดยเคร่งครัด มิใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มิฉะนั้นจะดูแลนักเรียนนักศึกษาได้ไม่ทั่วถึง เช่นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายกิจการนักศึกษาแต่เพียงฝ่ายเดียว
(3) การคัดเลือกนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียน ควรมีมาตรการที่รอบคอบกว่านี้ในขั้นตอนของการสอบสัมภาษณ์ ไม่หมายความว่าไม่รับเด็กเข้าเรียน เพราะสถานศึกษาเป็นสถานที่กล่อมเกลาให้เด็กและเยาวชนเป็นคนดีอยู่แล้ว ในที่นี้หมายความว่าเด็กกลุ่มไหนควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ก็อาจจะจัดกิจกรรมให้เด็กได้ตามความต้องการได้มากยิ่งขึ้น
(4) จัดให้มีการไหว้ครูร่วมกันเพราะไหว้ครูช่างเหมือนกัน จะทำให้นักศึกษามีความสนิทสนมกันและรู้สึกว่าเป็นหน่วยเดียวกันมีครูที่ นับถือองค์เดียวกัน คือพระวิษณุกรรมเหมือนกัน
(5) จัดกิจกรรมรับน้องใหม่ และละลายพฤติกรรมของน้องด้วยกัน งานนี้แนะนำว่าควรจัดในค่ายทหาร ใช้เวลาประมาณสองวันหนึ่งคืน กางเต๊นท์นอน เวลานอนต้องจับคู่นอนสลับกัน เต๊นท์บุคคลนอนได้สองคน และต้องรู้รายละเอียดของคู่นอน ต้องช่วยกันทำทุกอย่างแล้วแต่จะจัดกิจกรรม
(6) จัดรุ่นพี่เป็นสารวัตรนักเรียนคอยดูรุ่นน้อง และคอยดูตรวจตรารุ่นน้องที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
(7) จัดกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ร่วมกัน ตามวัดและชุมชนต่างๆ
(8) จัดกิจกรรมกีฬาอย่างพอเพียง ทั้งสองสถาบันอยู่ใกล้สนามศุภชลาศัย อาจารย์สามารถพาเด็กไปขอใช้สนามบริเวณรอบๆ ได้ ส่งเสริมกีฬาประเภทต่อสู้ ให้ขึ้นสู่ระดับชาติให้มากๆ ถ้าจำไม่ผิด "แชมป์มงกุฎเพชร" อดุลย์ ศรีโสธร เคยสร้างชื่อเสียงให้ช่างกลปทุมวันลือลั่นมาแล้ว
(9) จัดกีฬาประเพณี ระหว่างสองสถาบัน เน้นกีฬาประเภทป๊อปปูล่าร์และประเภทต่อสู้ และพยายามต่อยอดถึงระดับชาติ
(10) มหาวิทยาลัยจัดตารางเรียน อย่าให้มีเวลาว่างมากนัก หรือให้งานนักศึกษามากๆ
(12) จัดค่ายอาสาพัฒนาชนบท ให้ทั้งสองสถาบันไปทำกิจกรรมร่วมกัน
(13) การบังคับใช้กฎหมาย ตำรวจต้องเข้มงวด อย่าไปกลัวว่านักศึกษาจะเสียอนาคต ครูอาจารย์ต้องไม่ใจอ่อน ผิดก็ว่ากันตามผิด รัฐโทษไปตามบทบัญญัติของการทำผิด
(14) ครู อาจารย์ ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องต้องมาประชุมวางแผนร่วมกัน อย่างน้อยภาคเรียนละครั้ง
ข้อเสนอ การปฏิรูปการศึกษา
การ ศึกษาในระบบส่วนใหญ่ (Formal Education) เผชิญปัญหาทางด้านหลักสูตร (มาตรฐาน) การวัดและการประเมินผล และการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งไม่สามารถนำไปสู่วัตถุประสงค์ของการปฏิรูปการศึกษา และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่เน้นการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนได้ โดยสามารถสรุปวิเคราะห์ในรายละเอียดดังต่อไปนี้
1. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 เปิดโอกาสให้สถานศึกษาดำเนินการพัฒนาหลักสูตรและพัฒนาระบบการศึกษาที่หลากหลายได้ แต่ กลับพบอุปสรรคคือ การจัดหลักสูตรมาตรฐานที่เน้นสาระวิชาและการวัดและประเมินผลที่เน้นการทดสอบ เนื้อหาวิชาเป็นสำคัญ จึงทำให้โรงเรียนที่มีเจตนาจะดำเนินตาม พ.ร.บ. ต้องลดวัตถุประสงค์เชิงคุณภาพ และกลับมาจัดการเรียนการสอนเพื่อเตรียมตัวนักเรียนแข่งขันกันในการสอบ นอก จากนี้มาตรฐานการวัดผลดังกล่าวทำให้ผู้ปกครองยึดถือการสอบมากกว่า การพัฒนาเด็กอย่างเป็นองค์รวม คือ พัฒนาวิธีคิด วิธีเรียนรู้ด้วยตนเอง และการสร้างสรรค์นวัตกรรมต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม อันหมายถึงการเป็น ผู้คิดเป็น ทำเป็น และสื่อสารเป็น สังคมไทยจึงไม่สามารถพัฒนาการศึกษาเพื่อไปพัฒนาคนให้มีคุณภาพระดับสากลอย่าง แท้จริงได้
2. ปัจจุบันได้มีกลุ่มสถานศึกษาจำนวนหนึ่ง ที่ได้ดำเนินการจัดการศึกษาตามทิศทางของ พ.ร.บ. อย่างเต็มที่มาเป็นเวลานับ 10 ปี โดยการจัดการศึกษาที่เน้นกระบวนการเรียนรู้และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ ละระดับการศึกษานับตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนถึงระดับอุดมศึกษา ซึ่งให้ผู้เรียนเข้าถึงเนื้อหาสาระผ่านการฝึกทักษะ การคิด การปฏิบัติจากประสบการณ์จริง โดยผสมผสานสาระวิชาและการปลูกฝังคุณธรรมได้อย่างสมดุล ยกตัวอย่าง เช่น การเรียนผ่านกิจกรรม (Live and Active Learning) และโครงงาน (Project - Based Learning) การจัดการเรียนกับแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย (Community-Based Learning) นอกจากนี้ ยังได้วัดและประเมินผลผู้เรียนอย่างรอบด้าน โดยเน้นกระบวนการคิด การแก้ปัญหา และการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความรู้ และปลูกจิตสำนึกด้านคุณธรรม และจริยธรรม
3. ประสบการณ์ที่สั่งสมมานี้ทำให้กลุ่มสถานศึกษาดังกล่าวเห็นความสำคัญที่จะรวม ตัวกันเป็นเครือข่ายชื่อว่า "เครือข่ายโรงเรียนไทยไท" และได้ร่วมกันพิจารณาถึงโอกาสการปฏิรูปการศึกษารอบที่สองนี้ว่า เป็นจังหวะที่เหมาะสมที่จะผลักดันให้การจัดการศึกษาบรรลุเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ในประเด็นการยกระดับคุณภาพผู้เรียน (คิดเป็น ทำเป็น สื่อสารเป็น) โดยเปิดทางเลือกระบบการศึกษาที่หลากหลาย
และหลุดพ้นจากการวัดและประเมินผลที่มีข้อจำกัด
ข้อเสนอและทางออก
1. ระบบการจัดการศึกษาที่หลากหลาย เปิดโอกาสให้โรงเรียนที่มีเจตนาจะส่งเสริมคุณภาพผู้เรียนตาม พ.ร.บ.ปี 2542 ได้พัฒนาหลักสูตร และการจัดกระบวนการเรียนรู้ตลอดจนเกณฑ์การวัด และประเมินผลอย่างหลากหลายเป็นของตนเอง โดยไม่ต้องอิงหลักสูตรแกนกลางหรือมาตรฐานตัวชี้วัด
2. การประเมินผลการจัดการศึกษา ภายใต้หลักสูตรของสถานศึกษาเหล่านี้ ควรร่วมกับสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) (สมศ.) เพื่อกำหนดแนวทางการประกันคุณภาพที่ได้มาตรฐาน และการรับรองการจบการศึกษาระดับต่างๆ
3. การสอบเข้าเพื่อศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา เปิดโอกาสให้สถานศึกษาเหล่านี้ทำความตกลงร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ เพื่อพัฒนาการทดสอบที่หลากหลาย เช่น การใช้ Portfolio การนำเสนอผลงานและการสัมภาษณ์ การตรวจสอบรายงานผลการเรียน (Transcript) ที่เน้นการประเมินผลตามจริง (Authentic Assessment) หรือ โครงการพิเศษอื่นๆ เช่น "เด็กปัญญาเลิศ" เป็นต้น ทั้งนี้ โดยมีข้อยกเว้นไม่ต้องผ่านการสอบวัดผลรวม (Gpax, GAT/PAT)
4. การจัดประเภทสถานศึกษาตาม พ.ร.บ. ปี 2542 เพื่อให้กลุ่มการศึกษาทางเลือกใหม่เหล่านี้สามารถดำเนินการตามแนวทางทั้ง 3 ประการข้างต้นได้อย่างถูกต้องตาม พ.ร.บ.จึงเห็นควรกำหนดให้สถานศึกษาเหล่านี้จัดอยู่ในประเภท "การศึกษาตามอัธยาศัย" ตามที่ พ.ร.บ.ได้กำหนดไว้ว่า
เป็นการศึกษาที่ ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจ ศักยภาพ ความพร้อม และโอกาสโดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ์ สังคม สภาพแวดล้อม สื่อหรือแหล่งความรู้อื่นๆ
1. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 เปิดโอกาสให้สถานศึกษาดำเนินการพัฒนาหลักสูตรและพัฒนาระบบการศึกษาที่หลากหลายได้ แต่ กลับพบอุปสรรคคือ การจัดหลักสูตรมาตรฐานที่เน้นสาระวิชาและการวัดและประเมินผลที่เน้นการทดสอบ เนื้อหาวิชาเป็นสำคัญ จึงทำให้โรงเรียนที่มีเจตนาจะดำเนินตาม พ.ร.บ. ต้องลดวัตถุประสงค์เชิงคุณภาพ และกลับมาจัดการเรียนการสอนเพื่อเตรียมตัวนักเรียนแข่งขันกันในการสอบ นอก จากนี้มาตรฐานการวัดผลดังกล่าวทำให้ผู้ปกครองยึดถือการสอบมากกว่า การพัฒนาเด็กอย่างเป็นองค์รวม คือ พัฒนาวิธีคิด วิธีเรียนรู้ด้วยตนเอง และการสร้างสรรค์นวัตกรรมต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม อันหมายถึงการเป็น ผู้คิดเป็น ทำเป็น และสื่อสารเป็น สังคมไทยจึงไม่สามารถพัฒนาการศึกษาเพื่อไปพัฒนาคนให้มีคุณภาพระดับสากลอย่าง แท้จริงได้
2. ปัจจุบันได้มีกลุ่มสถานศึกษาจำนวนหนึ่ง ที่ได้ดำเนินการจัดการศึกษาตามทิศทางของ พ.ร.บ. อย่างเต็มที่มาเป็นเวลานับ 10 ปี โดยการจัดการศึกษาที่เน้นกระบวนการเรียนรู้และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ ละระดับการศึกษานับตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนถึงระดับอุดมศึกษา ซึ่งให้ผู้เรียนเข้าถึงเนื้อหาสาระผ่านการฝึกทักษะ การคิด การปฏิบัติจากประสบการณ์จริง โดยผสมผสานสาระวิชาและการปลูกฝังคุณธรรมได้อย่างสมดุล ยกตัวอย่าง เช่น การเรียนผ่านกิจกรรม (Live and Active Learning) และโครงงาน (Project - Based Learning) การจัดการเรียนกับแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย (Community-Based Learning) นอกจากนี้ ยังได้วัดและประเมินผลผู้เรียนอย่างรอบด้าน โดยเน้นกระบวนการคิด การแก้ปัญหา และการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความรู้ และปลูกจิตสำนึกด้านคุณธรรม และจริยธรรม
3. ประสบการณ์ที่สั่งสมมานี้ทำให้กลุ่มสถานศึกษาดังกล่าวเห็นความสำคัญที่จะรวม ตัวกันเป็นเครือข่ายชื่อว่า "เครือข่ายโรงเรียนไทยไท" และได้ร่วมกันพิจารณาถึงโอกาสการปฏิรูปการศึกษารอบที่สองนี้ว่า เป็นจังหวะที่เหมาะสมที่จะผลักดันให้การจัดการศึกษาบรรลุเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ในประเด็นการยกระดับคุณภาพผู้เรียน (คิดเป็น ทำเป็น สื่อสารเป็น) โดยเปิดทางเลือกระบบการศึกษาที่หลากหลาย
และหลุดพ้นจากการวัดและประเมินผลที่มีข้อจำกัด
ข้อเสนอและทางออก
1. ระบบการจัดการศึกษาที่หลากหลาย เปิดโอกาสให้โรงเรียนที่มีเจตนาจะส่งเสริมคุณภาพผู้เรียนตาม พ.ร.บ.ปี 2542 ได้พัฒนาหลักสูตร และการจัดกระบวนการเรียนรู้ตลอดจนเกณฑ์การวัด และประเมินผลอย่างหลากหลายเป็นของตนเอง โดยไม่ต้องอิงหลักสูตรแกนกลางหรือมาตรฐานตัวชี้วัด
2. การประเมินผลการจัดการศึกษา ภายใต้หลักสูตรของสถานศึกษาเหล่านี้ ควรร่วมกับสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) (สมศ.) เพื่อกำหนดแนวทางการประกันคุณภาพที่ได้มาตรฐาน และการรับรองการจบการศึกษาระดับต่างๆ
3. การสอบเข้าเพื่อศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา เปิดโอกาสให้สถานศึกษาเหล่านี้ทำความตกลงร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ เพื่อพัฒนาการทดสอบที่หลากหลาย เช่น การใช้ Portfolio การนำเสนอผลงานและการสัมภาษณ์ การตรวจสอบรายงานผลการเรียน (Transcript) ที่เน้นการประเมินผลตามจริง (Authentic Assessment) หรือ โครงการพิเศษอื่นๆ เช่น "เด็กปัญญาเลิศ" เป็นต้น ทั้งนี้ โดยมีข้อยกเว้นไม่ต้องผ่านการสอบวัดผลรวม (Gpax, GAT/PAT)
4. การจัดประเภทสถานศึกษาตาม พ.ร.บ. ปี 2542 เพื่อให้กลุ่มการศึกษาทางเลือกใหม่เหล่านี้สามารถดำเนินการตามแนวทางทั้ง 3 ประการข้างต้นได้อย่างถูกต้องตาม พ.ร.บ.จึงเห็นควรกำหนดให้สถานศึกษาเหล่านี้จัดอยู่ในประเภท "การศึกษาตามอัธยาศัย" ตามที่ พ.ร.บ.ได้กำหนดไว้ว่า
เป็นการศึกษาที่ ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจ ศักยภาพ ความพร้อม และโอกาสโดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ์ สังคม สภาพแวดล้อม สื่อหรือแหล่งความรู้อื่นๆ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)